Home รอบรู้สุขภาพ เกร็ดความรู้ ใครมีพุงฟังทางนี้! เทคนิคการลดพุงที่คุณต้องรู้ อยากสุขภาพดีไร้พุงต้องทำเลย

ใครมีพุงฟังทางนี้! เทคนิคการลดพุงที่คุณต้องรู้ อยากสุขภาพดีไร้พุงต้องทำเลย

2 min read
0
104

ลดพุง ทำอย่างไรได้บ้าง ?

ผู้ที่มีพุงยื่นหรือมีไขมันสะสมบริเวณท้องมากเกินไป อาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพสารพัด ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น วิธีลดพุงทำได้โดยการปรับพฤติกรรมเพียงไม่กี่อย่างในชีวิตประจำวัน ซึ่งวิธีหลัก ๆ ที่ควรปฏิบัติ คือเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาหรือเข้ารับการผ่าตัด อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการลดพุงด้วยเช่นกัน

ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

น้ำหนักที่ลดลง จะส่งผลให้ไขมันบริเวณท้องลดลงไปด้วย ผลวิจัยทางการแพทย์กล่าวว่า การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดประสิทธิภาพมากกว่าเลือกใช้เพียงวิธีเดียว ทั้งนี้ การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร อาจไม่จำเป็นต้องงดรับประทานอาหารที่ชอบแต่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเลยทั้งหมด ควรเริ่มจากค่อย ๆ ลดปริมาณการรับประทานอาหารเหล่านั้นลงและหันมารับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์แทน ซึ่งผู้ที่ต้องการลดพุงควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเอง ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคแอลกอฮอล์

เนื่องจากมีแคลอรี่สูง อีกทั้งร่างกายยังเลือกเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้กลายเป็นพลังงานไปใช้ก่อนสลายไขมัน ทำให้กรดไขมันที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเกิดการสะสมในร่างกาย

2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

เนื่องจากการนอนราบทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและคุณภาพการนอนที่ลดลง

3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป และน้ำตาล

ควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ผ่านการแปรรูปและฟอกสีน้อยที่สุด โดยเน้นอาหารจำพวกผักและผลไม้ รวมถึงลดการบริโภคหวาน เนื่องจากปัจุุบัน คนไทยบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูง มากสุดถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเกินมาตรฐานของกรมอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน นับว่าเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อที่เรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

4.นอนให้เพียงพอ

อย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากการนอนไม่เพียงพอและอาการอ่อนเพลีย อาจส่งผลให้รับประทานอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อมากขึ้น

อาหารที่อาจช่วยลดพุงได้

ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ เชอร์รี่ และองุ่น

มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งนอกจากทำหน้าที่ให้สีม่วง แดง และน้ำเงินแก่ผลไม้กลุ่มนี้ ยังมีผลวิจัยออกมาว่า อาจช่วยเผาผลาญไขมันในช่องท้อง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ อีกทั้งยังประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) และไฟเบอร์

ชาเขียว

ผลวิจัยเผยว่า สารคาเทชินในชาเขียว อาจมีส่วนช่วยเร่งให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ช่วยตับเผาผลาญไขมัน และสลายไขมันที่สะสมอยู่ในเซลล์ไขมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ซึ่งเห็นผลชัดเจนที่สุดในกลุ่มทดลองซึ่งดื่มชาเขียว 4-5 แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากเทียบอัตราส่วนระหว่างระดับคาเฟอีนในชาเขียวกับระดับคาเฟอีนในกาแฟ พบว่า ชาเขียว 1 แก้วจะมีปริมาณคาเฟอีนประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณคาเฟอีนในกาแฟ 1 แก้ว ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงคาเฟอีน ควรเลือกบริโภคชาเขียวปลอดคาเฟอีน แม้ชาเขียวประเภทนี้อาจมีปริมาณสารคาเทชินน้อยกว่าชาเขียวทั่วไป แต่ก็ยังมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

พืชตระกูลถั่ว มันฝรั่ง กล้วย ข้าวโพด

ประกอบไปด้วยแป้งที่ทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ (Resistant Strach) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายไฟเบอร์ เพราะเมื่อผ่านกระบวนการย่อย แป้งจะไม่เปลี่ยนเป็นน้ำตาล และถูกขับออกนอกร่างกายโดยไม่ถูกดูดซึม

นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน

Loading...

นอกจากมีแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง นมยังทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และอาจช่วยเร่งการลดน้ำหนัก อีกทั้งโปรตีนเวย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของนมวัว ยังมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แก่ร่างกาย เชื่อว่าการบริโภคนมไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันประมาณ 600 มิลลิลิตรต่อวันจึงจะได้ผลดีที่สุด

ลีนโปรตีน

คือโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา เนื้อหมูสันใน เป็นต้น มีคุณสมบัติคล้ายโปรตีนเวย์ในการช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและไม่ก่อให้เกิดไขมันรอบท้องหากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ลีนโปรตีนยังทำให้รู้สึกอิ่มนานกว่าการรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากร่างกายต้องใช้ระยะเวลาย่อยมากกว่า

โพแทสเซียม

การรับประทานอาหารรสเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียมสูงขณะมีประจำเดือน อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะบวมน้ำมากกว่าปกติ การรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบ เช่น อโวคาโด กล้วย น้ำส้ม ผัมขม มันเทศ เป็นต้น อาจช่วยให้ภาวะบวมน้ำทุเลาลงได้ เนื่องจากโพสแทสเซียมจะช่วยนำน้ำที่ออกมานอกเซลล์กลับเข้าไปในเซลล์ดังเดิม

โฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ขัดสี

มีแมกนีเซียมและโครเมียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยต้านการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่มักถูกผลิตออกมาเมื่อเกิดความเครียดและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไขมันบริเวณท้องโดยตรง

ไขมันดี หรือกรดไขมันไม่อิ่มตัว

มักพบใน อโวคาโด ถั่ว มะกอก ดาร์คช็อคโกแลต หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดระดับไขมันไม่ดี (LDL) ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และช่วยปรับระดับฮอร์โมนควบคุมน้ำหนักให้สมดุล อีกทั้ง กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่ง ยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไขมันบริเวณท้อง

จัดสรรเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายหมุนเวียนโลหิตและเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ผู้ที่ต้องการลดหน้าท้องควรออกกำลังกายระดับปานกลาง ซึ่งหมายถึงการทำกิจกรรมออกแรงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ที่ทำให้ระดับการเต้นของหัวใจสูงขึ้น 50-60 เปอร์เซ็นต์จากระดับการเต้นหัวใจขณะพัก อย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ วันละประมาณ 30 นาที เช่น เล่นกีฬา วิ่ง หรือทำงานบ้าน ทั้งนี้ ผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพ โดยเฉพาะโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะสม

การลดพึงที่ดีคือควรที่จะต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารที่ให้โทษ รวมถึงออกกำลังกายอย่างถูกวิธีไปพร้อมๆกัน อย่าลืมนะคะว่า ตามใจปากมักจะมาลำบากทีหลัง ดังนั้น ควรรับประทานแต่พอดี เพื่อสุขภาพที่ดีและโรคไม่ถามหาค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.pobpad.com

Load More Related Articles
Load More By praew
Load More In เกร็ดความรู้